โกออนไทยแลนด์-ศุนย์คชศึกษา (Elephant Study Center)
                 ตั้งอยู่ที่บ้านตากลาง  ตำบลกระโพ  อำเภอท่าตูม  จังหวัดสุรินทร์  อยู่ห่างจากตัวเมืองสุรินทร์ไปทางทิศเหนือ  58  กิโกเมตร บนเส้นทางสายสุรินทร์-ร้อยเอ็ด  และเมื่อถึงกิโลเมตร ที่ 36  ให้เลี้ยงซ้าย แยกเข้าบ้านกระโพ
ขับไปอีก 22 กิโลเมตร  ก็จะถึงสถานที่ตั้งของศูนย์คชศึกษา แหล่งเรียนรู้วิถีชิวิตความเป็นอยู่ระหว่างคนกับช้างที่มีความผูกพันกันตั้งแต่เกดจนตายอันเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของชุมชนที่มีเพียงแห่งเดียวในโลก
                 เมื่อท่านมาเยือนศูนย์คชศึกษา ท่านจะได้พบกับช้างจำนวนมากที่พร้อมจะแสดงความสามารถที่หลากหลาย และให้บริการที่จะสร้างความประทับใจให้กับท่านไปอีกนาน เช่น การแสดงความสามารถพิเศษที่ช้าง
ทั่วไปไม่อาจทำไ้ด้ การนั่งช้างชมทัศนียภาพในบริเวณ ศูนย์คชศึกษา การชมช้างเล่นน้ำ เป็นต้น นอกจากนี้แล้วท่านจะได้ศึกษาเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวกับช้างและวัฒนธรรม การเลี้ยงช้างของชนชาว "กูย" ตลอดจน
ขนบธรรมเนียมประเพณีที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน
                ในปีพ.ศ.2549 องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ได้จัดทำโครงการ"นำช้างคืนถิ่น เพื่อพัฒนาสุรินทร์บ้านเกิด" โดยมีเป้าหมายหลักในการนำช้างและคนเลี้ยงช้างที่ออกไปเร่ร่อนนอกพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ ให้กลับมา
อยู่ในถิ่นฐานบ้านเกิดอย่างมีความสุขโดยใช้ศูนย์คชศึกษาเป็นสถานที่ดำเนินงานและได้กำหนดทิศทางการพัฒนาไปสู่ความเป็น "หมู่บ้านช้างเลี้ยงใหญ่ที่สุดในโลก" ที่อยู่ภายในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการดำรงชีพของ
คนและช้างอย่างยั่งยืน
            
             Located in Ta Klang village in Tha Toom district of Surin province,approximately 58 kilometers north of the downtown, the Center is learning place exhibiting an inseparable relationship between the "Kui" 
people and their elephants from birth to death. Elephant Study Center ispublicly known 
unique of its kind. 
             At the Center, there are a number of  Elephant shows in a wide variety of styles. These are guaranteed interesting with last-long impression to visitors, daily service of elephant riding around the Center
and spectacular elephant bathing show, etc. Besides activities mentioned befor, the history and stories about elephant training carried out for centuries by the "Kui" people will be retold along with traditional ways 

of elephant domestication.
               In 2006, aproject, under supervision of the Surin provinceal administrative Organization, has been put into practice in
 order to "bring the  local elephants home for the development of their hometown".
Specifically, the main purpose of this project is to encourage mahouts, straying in parts of the country with their elephants, to return to the province. The Center will serve and maintain assistance to those mahouts.
It is responsible to develop the project making Ta Klang village the biggest elephant village in the world and as an example of sustainable place for humans and their elelphants.

         

         สถานที่แสดงเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวกับช้าง อาทิ โครงกระดูกช้าง เครื่องมือในการคล้องช้าง ภาพวิธีการจับช้างในรูปแบบต่างๆ ลักษณะของช้างสำคัญๆ วิถีความผูกพันระหว่างคนกับช้าง
พิธีกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับช้าง การทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับช้างที่เสียชีวิต วัฒนธรรมการแต่งกายของชาวกูยวิวัฒนาการของช้าง โรคของช้าง อาหารและยาสมุนไพรช้าง ภาพช้างในยุคต่างๆเป็นต้น
          
            The elephant museum has exhibition regarding elephants,such as preserved elephant skeletons, elephant controlling tools photographs showing  how the "Kui" mahouts 
and their  elephants are related. It also feature ceremonies and merit making for the death elephants among many other activities. Visitor of the museum are able to learn how the
 "Kui" people are  dressed  traditionally,  as well as how healthcare practices for elephants are done.
           

ศาลประกำ
     เป็นเสมือนเทวาลัยที่สิงสถิตของวิญญาณบรรพบุรุษ และผีปะกำ ตามความเชื่อของชาวกูย นิยมปลูกสร้างไว้ในชุมชน
คุ้มบ้าน หรือที่บ้านของทายาทฝ่ายบิดา มีลักษณะเป็นเรือนไม้ คล้ายหอสูง มีเสาสี่ต้น หันหน้าไปทางทิศเหนือ ณ
ตำแหน่งที่เงาบ้านไม่ตกทับตัวศาลและเงาศาลไม่ตกต้องตัวบ้าน ศาลปะกำใช้เป็นที่เก็บรักษาหนังปะกำ เพื่อความเป็น
สิริมงคล และเสี่ยงทายผลที่จะเกิดขึ้นจากการดำเนินกิจกรรมนั้นๆ
     การเซ่นผีปะกำ จะกระทำโดยหมอช้างอาวุโส เจ้าของบ้านและญาติพี่น้อง นำของเซ่นไหว้ไปยังศาลปะกำ จุดเทียน
แล้วอัญเชิญผีปะำกำและวิญญาณบรรพบุรุษรับเครื่องเซ่นไหว้พร้อมกับขอพรเพื่อให้มีโชคลาภในกิจการนั้นๆ ในการเซ่น
ผีปะกำ บุคคลอื่นห้ามขึ้นโดยเด็ดขาดและโดยเฉพาะสตรีห้ามแตะต้องหนังแะกำเด็ดขาด ดังนั้นผู้เข้าร่วมพิธีจึงต้องนั่ง
อยู่ที่พื้นดินล้อมรอบศาลปะกำ

According to the Kui's tradition, the Pakam Spirit House is  where dead ancestors of the "Kui" people are believed to be living in, together with the revered Pakam spirit, Built facing the north, the house,
in a detached form, is often in a community compound. It is used to keep the sacred "Pa Kam leather" made of  buffalo  leather, and other elephant controlling tools. According to the locals,  before
doing and kind of activity, they have to pay homage to the house to inform the spirits and ask for their blessing.Fortune-telling is also part of the ceremony.
          The Ceremonies performed at the house must be carried out by the elderly shamans, the house owner who organizes the ceremony, along with his relatives. Importantly, it must be male attendants
who  are able to enter the spirit house. Female ones must stay far from touching the sacred "Pa Kam leather". All of the attendants must sit on the ground during the ceremony being  processed.
ภาพข้างบนนี้ก็เป็นพิธีไหว้ศาลปะกำ ก็จะมีหมอช้างเข้าร่วมทำพิธี เซ่นไหว้
             
 แม่น้ำมูล เป็นแม่น้ำสายสำคัญของจังหวัดสุรินทร์ไหลผ่านพื้นที่ อ.ชุมพลบุรี ท่าตูม และรัตนบุรีสร้างความอุดม
สมบูรณ์และคุณประโยชน์ อย่างมากมายแก่ประชาชนตลอดทั้งสองฝั่งแม่น้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณที่
แม่น้ำมูลไหลมา่บรรจบกับลำน้ำชี ที่บ้านตากลางต.กระโพ อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ ซึ่งชาวบ้านแถบนั้นเรียกว่า
"วังทะลุ" ได้ก่อให้เกิดป่าบุ่งป่าทามที่มีความอุดมสมบูรณ  และมีความหลากหลายทางชีวภาพเหมาะสมต่อ
การเลี้ยงช้าง อีกทั้งยังเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำและปลาน้ำจืดนานาชนิด ครอบคลุมพื้นที่ อ.สตึก จ.บุรีรัมย์
อ.ชุมพลบุรีและอ.ท่าตูมจ.สุรินทร์ จากความอุดมสมบูรณ์ของป่าบุ่งป่าทามในบริเวณวังทะลุ ชาวกุยผู้เลี้ยงช้าง
จึงนิยมนำช้างมาปล่อยให้หากินพืชอาหารช้างที่มีอยู่ตามธรรมชาติ และก่อนนำช้างกลับบ้านในยามเย็นก็จะพา
ช้างลงเล่นน้ำอย่างสนุกสนาน สร้างความประทับใจให้กับผู้ที่พบเห็นทุกครั้งไป
        ภาพช้างจำนวนมาลงเล่นน้ำอย่างสบายอารมณ์ท่ามกลางสายน้ำที่แวดล้อมไปด้วยป่าบุ่งป่าทามที่กว้าง
ใหญ่ไพศาล ก่อให้เกิดทัศนียภาพที่งดงามซึ่งหาชมได้ยาก และสร้างแรงดึงดูดให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย
และชาวต่างประเทศ อยากที่จะมาสัมผัสวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนกับช้างซึ่งมีความผูกพันกันอย่างแน่นแฟ้น
ณ ที่แห่งนี้ เพื่อชมความน่ารักของช้างที่กำลังเล่นน้ำอย่างไม่อาจสายตาที่กำลังจ้องมองอยู่ท่ามกลางทัศนีย-
ภาพที่งดงาม 

         The Moon River is the most important river of Surin province, flowing from the districts of Choom Phon Buri, Tha Toom and Rattana Buri, enriching the regions and local people  with
 natural abundance.
          In the area of Ta Klang village, where elephants are living, the river forms a special site called "Wang Ta Loo"  area, where the Moon and the Chee Rivers meet, Forming a forest that provides
ecological benefits and conserves the biodiversity of flora and fauna. This area is suitable for raising elephants. This part of the river has been a breeding ground  for fishes and other animals beginning
in the district of Sa Tuek of Buri Ram province.
          The "Kui" people of  the village usually bring  elephants to the forests so that their animals and can feed on natural vegetations. After finishing their meal and returing home brfore dark, the elephants
will be allowed to go bathing in the the river.
          The scene of elephant bathing is so impressing that who-ever passes by, must stop and takes a look at. The scene is rarely seen in the West or elsewhere . That's why those who need to know 
more about the big and lovely animal called "elephant" or literally "Chang" in Thai, have to pay attention to, beside getting impressed with beautiful, unspoiled landscape.
เมื่อช้างไดุ้ทำพิธีเซ่นไหวและลงเล่นน้ำ้ที่วังทะลุเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เดินทางกลับบ้าน งานบวชนาคนี้จะมีขึ้น
เป็นประจำทุกๆปี ช่วงระหว่างวันขึ้น 13-15ค่ำ เดือนหก ของทุกปีเป็นงานอุปสมบท ที่จัดแต่งขบวนช้างนับร้อย
เชือกแห่นาคไปวังทะลุ เพื่อบูชาเซ่นไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นงานประเพณีที่น่าสนใจมาก และก็มีคุณค่าน่าจะ
ร่วมกันอนุรักษ์ขนบธรรมประเพณีดีๆอย่างนี้ไว้ให้คงอยู่คู่กับเราตลอดไป 
        ผมมีโอกาศได้ไปสุรินทร์เป็นครั้งแรกก็งานนี้ เราตั้งใจไปสุรินทร์และตั้งใจไปงานนี้โดยเฉพาะเลย เพราะ
เราเป็นคนไทยอยากเป็นส่วนหนึ่งของการได้ช่วยรณรงค์อนุรักษ์ช้างไทย อยากให้ช้างอยู่ในพื้นที่ของเค้าโดย
ไม่ต้องมาเดินเร่ร่อนตามท้องถนน เสี่ยงต่ออันตรายที่จะเกิดกับช้าง เพราะว่าช้างตัวใหญ่นะ เวลาเกิดอะไรขึ้น
ถ้าจะช่วยเหลืออะไรก็ลำบากครับ

ผมอยากเป็นส่วนหนึ่งช่วยเหลือช้างไทยของเรา ผมอยากให้ไปเีที่ยวสุรินทร์กันเยอะๆ หรือถ้าไม่ไปก็อยากให้ช่วยกันบริจาคเงินเพียงเล็กน้อยของท่านๆทั้งหลายคนละนิดคนละหน่อยเพื่่อช่วยเหล่าช้างคู่บ้านคู่เมืองของเรา
กันเถอะครับ รัฐบาลไม่ช่วย ประชาชนอย่างเราๆท่านๆ ก็น่าจะช่วยคนละไม้คนละมือ เงินคนละนิดคนละหน่อย ที่ศูนย์เค้าไม่ได้บอกให้ผมมาเขียนขอบริจาคหรอกนะครับ เป็นความคิดเห็นของผมเองที่อยากจะให้คนไทยเรา
เองเล็งเห็นความสำคัญของช้างไทยบ้าง เค้่าน่าสงสารนะครับตัวก็ใหญ่ กินก็เยอะ ผลไม้ที่เค้าได้กินเข้าไปเนียะจะเพียงพอต่อความต้องการของเค้าไม๊ ถ้าไม่ไปสุรินทร์ จังหวัดอื่นๆ ก็ได้ครับ ที่มีช้างอยู่ แต่ไม่อยากให้ช้าง
เค้าออกมาเดินตามท้องถนน เห็นแล้วสงสาร ก็อดที่จะซื้อกล้วยให้ไม่ได้ บางทีเจอช้างเด็กๆ มันน่ารักนะ ยิ่งน่าสงสาร เคยถามควาญช้างหลายๆคน ที่นำช้างมาเดินตามท้องถนนในหลายๆ จังหวัดที่ได้คุยๆมาเนียะส่วนมาก
จะเป็นช้างมาจากจังหวัดสุรินทร์ เราถามว่าทำไมเอาช้างมาเดินแบบนี้.....ควาญช้างกตอบว่า อยู่สุรินทร์ก็อดตายสิครับพี่ "ตายทั้งคนทั้งช้าง"  สะท้อนใจจริงๆครับ..หลินปิงสำคัญยังไง วันนึงเค้าก็ต้องกลับไป....
แต่ช้างไทยเราสิ 
อยู่คู่บ้านคู่เมืองมานานแล้ว......แทบจะเรียกว่าอยู่คู่บรรพบุรุษของเรามาเลยทีเดียว อยากให้ท่านๆผู้ใหญ่ทั้งหลายเห็นความสำคัญกันหน่อยครับ ช่วยช้างไทยด้วยครับ........

             ถ้ามีโอกาสไปเที่ยวสุรินทร์ก็แวะไปดูครับ ส่วนการเดินทางก็ไปทางรถยนต์จะสะดวกครับเพราะว่าออกจากตัวเมืองสุรินทร์มา58กิโลเมตรแล้วต้องเลี้ยวเข้าหมู่บ้านอีก22กิโลเมตร ช่วง22 กิโลเนี่ยะครับ ผมไม่แน่ใจ
ว่าจะมีรถรับจ้างเข้าไปไม๊ อาจจะมีก็ได้ครับ วันนั่นที่ไปไม่เห็นรถครับ ยังไงก็ลองสอบถามไปที่ศูนย์คชสารก่อนก็ได้ครับ ต้องขอโทษจริงๆ ผมก็ลืมถามเค้าไป แต่ถ้าขับรถไปเองจะสะดวกครับ ส่วนในต.กระโพก็มีแหล่งท่อง
เที่ยวหลายที่ครับ โฮมสเตย์ก็มีครับ (ขอพักก่อนครับเดี่ยวค่อยกลับมาเขียนต่อ)
           
  คลิปงานบวชนาคช้าง2009        
           
ูนย์คชศึกษา บ้านตากลาง คุณกฤตพล ศาลางาม(ผู้จัดการศูนย์) โทร.0-4414-5050,083-4699-945 www.surinpao.org
dreamweaver widgetCounters
 
           
 

Home