ประวัติเมืองหนองคาย
          ประวัติศาสตร์ของเมืองหนองคายเริ่มต้นเมื่อกว่า 200 ปี เศษ พื้นที่บริเวณริมฝั่งโขงนี้เดิมเคยเป็นที่ตั้งของเมืองเล็กๆ 4 เมืองคือ เมืองพรานพร้าว 
เมืองเวียงคุก  เมืองปะโค  เมืองไผ่(บ้านบึงค่าย)  ปัจจะบันยังพบซากโบราณสถานอยู่ตามวัดต่างๆ ริมแม่น้ำโ่ขงบนเส้นทางท่าบ่อ-ศรีเชียงใหม่
          ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจาอยู่หัวแห่งกรุงรัตนโกสินทร์เจ้าอนุวงศ์กษัตริย์ผู้ครองนครเวียงจันทน์ได้ตั้งตนเป็นกบฎ พระบาทสมเด็จพระนั่ง
เกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าให้เจ้าพระยาราชเทวียกทัพไปตีเมืองเวียงจันทร์ โดยมีท้าวสุวอธรรมา(บุญมา)เจ้าเมืองยโสธรและพระยาเชียงสาเป็นกำลังสำคัญใน
การช่วยทำศึกจนได้รับชัยชนะ  พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ท้าวสุวอขึ้นเป็นเจ้าเมือง โดยจัดตั้งเมืองใหญ่ทางฝั่งขวา
ของแม่น้ำโขงคอยควบคุมพื้นที่และเลือกสร้างเมืองที่บ่้านไผ่แล้วตั้งชื่อเมืองว่า หนองคาย ตามชื่อหนองน้กใหญ่ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของเมือง
    อาณาเขต 
       ทิศเหนือ          ติดกบแม่น้ำโขงอันเป็นเส้นกั้นพรมแดนระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
       ทิศใต้               ติดกับจังหวัดอุดรธานี จังหวัดสกลนคร
       ทิศตะวันออก    ติดกับจังหวัดนครพนม
       ทิศตะวันตก      ติดกับจังหวัดเลย
       จังหวัดหนองคายได้รับการคัดเลือกจากนิตยสาร Modern Maturity ซึ่งเป็นหนังสือที่จัดพิมพ์โดยสมาคมชาวอเมริกันผุ้เกษียณอายุ ที่ไม่ได้หวังผลกำไร แต่
มุ่งเน้นเสริมสร้างความรู้และประสบการณ์ให้แก่พลเมืองอเมริกันอายุ 50ปีขึ้นไป ว่าจังหวัดหนองคายเป็นแหล่งพักผ่อนที่สอง ที่ติดอันดับสถานที่ดีที่สุดในโลก
สำหรับคนชาวอเมริกัน    และจังหวัดหนองคายยังได้รับการจัดอันดับเป็นแหล่งพักผ่อนที่สองรองจากบ้านซึ่งได้รับการจัดอันดับที่ 7 ของโลก 

คำขวัญประจำจังหวัด

               "วีรกรรมปราฮ่อ   หลวงพ่อพระใส  สะพานไทยลาว"
     อำเำภอเมืองหนองคาย สภาพบ้านเรือนก็จะมีทั้งบ้านปูนและบ้านไม้ก็ยังมีให้เห็นกันอยู่เมืองหนองคายมีประวัติความเป็นมาอันยาวนานฉะนั้นบ้านเรือนก็ยัง
เหลือร่องรอยที่เป็นอารยธรรมเดิมให้ได้เห็นกันพอควรครับ ภายในตัวเมืองหนองคายเองพื้นที่ก็พอประมาณเพราะว่าเป็นอำเภอที่ไม่ใหญ่มากนักในตัวอำเภอ  
เองก็อาจจะดูไม่วุ่นวายเท่าไหร่ บรรยากาศก็สงบๆ แต่ก็ไม่ถึงกับเงียบเหงาซะทีเดียว สิ่งอำนวยความสะดวกเรียกได้ว่าครบครันทีเดียวครับ
      ผู้คนที่นี่โดยความคิดเห็นส่วนตัวของผมนะครับผมคิดว่าเค้านิยมกินข้าวนอกบ้านกันจะสังเกตจากถนนประจักษ์ที่มีแผงอาหารมาตั้งขายตั้งแต่ช่วง
เย็นไปจนถึงดึก และถนนริมโขงก็จะมีร้านอาหารประเภทต่างๆอยู่แล้วก็ยังมีโต๊ะออกมาวางให้ได้นั่งทานอาหารในบรรยากาศของ ริมน้ำโขงอีกต่างหาก ดูแล้ว
บรรยากาศคึกคักดีครับ